“ปวดหัวไหล่ ไหล่ติด กางแขนแล้วเจ็บ ไขว้หลังไม่ได้” สารพัดอาการบาดเจ็บข้อไหล่ ที่หลายคนกำลังเผชิญ คงมีคำถามในใจว่าแท้จริงแล้วอาการ ปวดหัวไหล่ เกิดจากอะไร ทำไมบางคนถึงเป็นเรื้อรัง พักใช้ไหล่เเล้วก็ไม่หาย กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของข้อไหล่ และเจาะลึกถึงต้นตอสำคัญที่มักถูกมองข้ามอย่าง “ภาวะการเคลื่อนไหวบกพร่อง” (Movement Impairment Syndrome) ที่มักเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการปวดไหล่เรื้อรัง
กลไกการทำงานของข้อไหล่
ก่อนจะไปหาคำตอบว่าอาการปวดเกิดขึ้นได้อย่างไร เราต้องเข้าใจธรรมชาติของบริเวณนี้ก่อน
ข้อไหล่ของมนุษย์เป็นข้อต่อที่มีความพิเศษมาก เพราะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระหลายทิศทาง ทั้งยก กาง หมุน รวมถึงมีข้อต่อย่อยที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกันถึง 4 ข้อต่อ
การที่เราจะขยับแขนได้อย่างสมบูรณ์แบบ 1 ครั้ง ร่างกายต้องอาศัย “การประสานสัมพันธ์” ของกล้ามเนื้อหลายมัด เพื่อขยับให้ข้อต่อทั้ง 4 เกิดการเคลื่อนไหวที่สมดุล ด้วยความซับซ้อนและอิสระในการเคลื่อนไหวที่สูงมากนี้เอง จึงทำให้ข้อไหล่เป็นบริเวณที่เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายเป็นพิเศษ หากกลไกใดกลไกหนึ่งทำงานสะดุดลง
สาเหตุอาการ ปวดหัวไหล่ เกิดจากอะไร ได้บ้าง?
หากคุณสงสัยว่าอาการ ปวดไหล่ เกิดจากอะไร คำตอบส่วนใหญ่ มักไม่ได้เจ็บมาจากอุบัติเหตุรุนแรง แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน เนื่องจากหัวไหล่สามารถเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง จึงเกิดปัญหาได้ง่ายจากความเข้าใจในกลไกการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ที่กล่าวข้างต้น ทำให้เกิด “ภาวะการเคลื่อนไหวไหล่บกพร่อง (Shoulder Movement Impairment Syndrome)“ ซึ่งมีสาเหตุกระตุ้นหลักๆ ดังนี้
1) การเคลื่อนไหวซ้ำๆ (Repetitive Movement)
เช่น การตอกตะปูของช่างไม้ หรือการเหวี่ยงแขนตีกอล์ฟของนักกอล์ฟ
2) การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน (Prolonged Posture)
เช่น การนั่งห่อไหล่ทำงานเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
3) ความเสื่อมตามวัย (Aging)
พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ความเเข้งเเรง ความยืดหยุ่นของร่างกายลดลง
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เนื้อเยื่อรอบข้อไหล่เกิดการปรับตัว (Tissue Adaptation) เมื่อเนื้อเยื่อเริ่มทำงานผิดปกติ บางมัดตึงตัวเกินไป บางมัดหย่อนตัวลง หรือบางมัดอ่อนแรง
จังหวะการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ก็จะผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะขยับน้อยไปหรือมากไป สุดท้ายจึงนำมาสู่การบาดเจ็บ อาการอักเสบ และความเจ็บปวดในที่สุด
การตรวจประเมิน 'ภาวะการเคลื่อนไหวบกพร่อง' บริเวณข้อไหล่
ในทางคลินิก นักกายภาพบำบัดจะใช้การตรวจประเมินด้วยการสังเกตการวางตัวของโครงสร้างรอบไหล่ คลำบริเวณข้อต่อ และสังเกตการเคลื่อนไหวขณะที่ผู้รับบริการเคลื่อนไหวเเขนในมุมต่างๆ
ตัวอย่างความผิดปกติที่มักเกิดขึ้นจนทำให้มีอาการปวดไหล่ ที่สามารถสังเกตได้ เช่น
- กระดูกต้นแขนเคลื่อนไปด้านหน้า (Anterior Glide of Humerus)
ทำให้เกิดการหนีบทับเนื้อเยื่อด้านหน้าข้อไหล่ จนเกิดเอ็นไหล่อักเสบได้
`- การเปิดออกของกระดูกสะบัก (Scapular Dyskinesis)
หรือที่หลายคนเรียกว่า “สะบักปูด” มุมสะบักด้านในจะนูนขึ้นขณะเคลื่อนไหว บ่งบอกถึงความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่คอยดึงรั้งสะบัก
กายภาพบำบัด ช่วยแก้ปัญหาภาวะผิดปกติของการเคลื่อนไหวหัวไหล่ ได้อย่างไร?
หลายคนที่มีอาการปวดไหล่ บางคนอาจจะเป็นๆหายๆ เมื่อได้รับการรักษาแล้วสักพักก็กลับมาปวดอีก นั่นเป็นเพราะพวกเขาได้รับการรักษาที่ “โครงสร้าง” แต่ยังไม่ได้แก้ไขที่ “รูปแบบการเคลื่อนไหว”
การรักษาทางกายภาพบำบัดที่ได้มาตรฐาน จึงไม่ใช่แค่การใช้เครื่องมือลดปวดเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งกระบวนการฟื้นฟูออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด (Modalities)
เช่น การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบ และคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
2. การรักษาด้วยด้วยเทคนิคมือ (Manual Therapy)
เช่น การจัดดัดดึงข้อต่อ, การกดยืดกล้ามเนื้อ หรือเทคนิคขั้นสูงอื่นๆ เป็นต้น
3. การออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล (Therapeutic Exercise)
นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษา นักกายภาพบำบัดจะออกแบบท่าออกกำลังกายเพื่อปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวให้กลับมาใกล้เคียงปกติ เช่น การฝึกเพิ่มความแข็งแรงของมัดกล้ามเนื้อเพื่อดึงสะบักให้แนบชิดลำตัว
4. การฝึกการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง
เมื่อโครงสร้างรอบไหล่เริ่มสมดุล ทั้งมีความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น เเละมีความเเข็งเเรงเพิ่มขึ้น นักกายภาพบำบัดจะฝึกให้กล้ามเนื้อต่างๆนั้นจดจำการทำงานที่ถูกต้องขณะใช้งานจริง เพื่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ที่ถูกต้อง รวมถึงให้คำเเนะนำในการใช้งานที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการกลับมาบาดเจ็บซ้ำ
อย่ารอให้อาการปวดไหล่เป็นมาก จนกลายเป็น 'ไหล่ติด'
หลายคนมักคิดว่าอาการปวดเมื่อยบริเวณหัวไหล่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย พักการใช้งานหรือทายาก็คงหายไปเอง โดยอาจลืมตั้งคำถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่า อาการ ปวด หัวไหล่ เกิด จาก อะไร กันแน่?
แต่ในมุมมองของนักกายภาพบำบัด การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงและใช้เวลาฟื้นฟูยาวนานกว่าที่คิด
เมื่อเกิดภาวะการเคลื่อนไหวบกพร่องขึ้นแล้ว ร่างกายจะมีกลไกการชดเชย (Compensation) โดยอัตโนมัติ ซึ่งหากปล่อยให้ข้อไหล่ทำงานผิดเพี้ยนไปจากเดิมเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่มสร้างพังผืดขึ้นมารัดรอบข้อต่อ นำไปสู่ภาวะ ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) ในที่สุด
เมื่อถึงจุดนั้น คุณอาจพบว่าตัวเองไม่สามารถยกแขนสวมเสื้อ เอื้อมหยิบของบนชั้น หรือแม้แต่ไขว้หลังรูดซิปชุดได้ตามปกติ นอกจากนี้ การฝืนใช้งานข้อไหล่ที่ทำงานผิดจังหวะซ้ำๆ ยังเพิ่มความเสี่ยงที่เอ็นรอบข้อไหล่ (Rotator Cuff) จะเสียดสีและฉีกขาดได้อีกด้วย
ดังนั้น การรู้ตัวเร็วและรีบเข้ารับการตรวจประเมิน คือกุญแจสำคัญที่สุด เพราะการแก้ไขและปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวในช่วงที่เพิ่งเริ่มมีอาการนั้น ทำได้ง่ายกว่า เห็นผลเร็วกว่า และช่วยหยุดยั้งวงจรความเจ็บปวดได้
สรุปสั้นๆ
ข้อไหล่บาดเจ็บง่ายกว่าที่คิด ด้วยความอิสระในการเคลื่อนไหวที่สูงมาก ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต้องทำงานประสานกันตลอดเวลา หากจังหวะเสียสมดุลก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้
ต้นตอมักมาจากพฤติกรรมสะสม คำตอบของคำถามที่ว่า ปวด หัวไหล่ เกิด จาก อะไร มักไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ แต่เกิดจาก ภาวะการเคลื่อนไหวบกพร่อง (Movement Impairment Syndrome) จากการใช้งานซ้ำๆ หรือการอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป
เครื่องมือลดปวดไม่ใช่ทางออกเดียว การรักษาให้หายขาดและไม่กลับมาเป็นซ้ำ ต้องอาศัย การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic Exercise) ที่ออกแบบโดยนักกายภาพบำบัด เพื่อปรับจังหวะการเคลื่อนไหวให้กลับมาปกติ
ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งรักษายาก หากเพิกเฉยต่อความปวด ร่างกายจะสร้างกลไกชดเชยจนอาจลุกลามเป็นภาวะ ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) การรีบเข้ามาตรวจประเมินตั้งแต่เริ่มมีอาการ จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
เอกสารอ้างอิง (References):
Christopher, et al. (2018). Shoulder Pain Prevalence by Age and within Occupational Groups: A Systematic Review. Archives of Physiotherapy.
Amasay, T., Hall, II., Shapiro, S., & Ludwig, K. (2016). The Relation between Scapular Dyskinesis and the Upper Quarter Y-Balance Test. International Journal of Anatomy & Applied Physiology, 2, 20-25.
Sahrmann, S., Azevedo, D. C., & Dillen, L. V. (2017). Diagnosis and treatment of movement system impairment syndromes. Brazilian Journal of Physical Therapy, 21(6), 391-399.