เคยไหม? ลุกจากเตียงเเล้วเห็นภาพโคลงเคลง จนต้องหาที่จับเพื่อไม่ให้ล้ม อาการ เวียนหัว บ้านหมุน ที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว นี่คือสัญญาณเตือนยอดฮิตของโรค หินปูนในหูเคลื่อน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มอาการเวียนศีรษะ
หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาการนี้จะไม่เพียงทำลายคุณภาพชีวิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มล้มพับอันตราย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
หินปูนในหูเคลื่อน เกิดจากอะไร?
ปกติแล้วในหูชั้นในของเราจะมีตะกอนหินปูนเล็กๆ อยู่ด้านใน ซึ่งทำหน้าที่สำคัญมากในเรื่องการควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
แต่โรคนี้มันเกิดจากการที่ตะกอนหินปูนดัน “เคลื่อน” หรือหลุดออกจากตำแหน่งปกติที่มันควรจะอยู่ แล้วกลิ้งไปรบกวนการส่งสัญญาณประสาทในหูชั้นใน ผลที่ตามมาคือสมองได้รับข้อมูลการทรงตัวที่ผิดพลาด ภาพที่เห็นจากสายตาของเราเลยหมุนโคลงขึ้นมาทันที จนมีอาการเวียนหัวบ้านหมนุ
ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หินปูนหลุดง่ายขึ้น มีดังนี้
1. มีประวัติศีรษะกระแทก อุบัติเหตุหรือการโดนชนเบาๆ ก็สั่นสะเทือนจนหินปูนหลุดได้
2. มีประวัติหูชั้นในอักเสบ เกิดการระคายเคืองภายในจนโครงสร้างไม่มั่นคง
3. ต้องนอนเตียงเป็นเวลานาน เช่น คนไข้หลังผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักฟื้นนานๆ
5 อาการที่พบเมื่อ หินปูนในหูเคลื่อน
โรคนี้จริงๆ แล้วเกิดได้กับทุกคนทุกวัยครับ แต่ตามสถิติจะพบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุช่วง 50-70 ปี โดยแต่ละคนอาจมีอาการหนักเบาต่างกัน แต่อาการเด่นๆ ที่มักจะเจอเลย คือ
1. เวียนศีรษะ บ้านหมุน เฉียบพลัน รู้สึกโคลงเคลง เห็นภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน
2. สูญเสียการทรงตัว ยืนหรือเดินทรงตัวได้ยาก มั่นใจน้อยลง
3. คลื่นไส้ อาเจียน เกิดขึ้นร่วมด้วยได้ในรายที่อาการเวียนหัวบ้านหมุนรุนแรง จาก หินปูนในหูเคลื่อน ไปบางตำแหน่งของท่อในหูชั้นใน
4. อาการเวียนหัวบ้านหมุน สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง โดยมักจะบ้านหมุนทันที เช่น ตอนนอนพลิกตะแคง ก้มใส่รองเท้า หรือเงยหน้าหาของบนที่สูง
5. อาการที่เวียนศีรษะ บ้านหมุน มักจะคงค้างอยู่ไม่เกิน 1 นาที แล้วจะค่อยๆ ทุเลาลง
การวินิจฉัยโรค ตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน ทำอย่างไร? วิธีแยกแยะอาการบ้านหมุน
ก่อนที่จะเริ่มต้นขั้นตอนการรักษา โรคตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน นักกายภาพบำบัด จำเป็นต้องซักประวัติ เเละทำการตรวจร่างกาย เพื่อแยกแยะอาการให้ชัดเจน เนื่องจากอาการเวียนหัว บ้านหมุน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเป็น เวียนหัวจาก "โรคทางสมอง" ไม่ใช่ หินปูนเคลื่อนในหูเคลื่อน
นักกายภาพบำบัด จะทำการคัดกรองอาการอย่างเข้มงวด หากคุณมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน ร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ อาจเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงรอยโรคในสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
มีอาการชาหรืออ่อนแรง บริเวณใบหน้า แขน หรือขา โดยเฉพาะที่เป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
การพูดผิดปกติ พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว นึกคำพูดไม่ออก หรือกลืนลำบาก
ระบบการมองเห็นมีปัญหา เห็นภาพซ้อน ภาพเบลอ หรือตาบอดไปชั่วขณะ
สูญเสียการทรงตัวอย่างรุนแรง ไม่สามารถนั่งตรงๆ หรือยืนทรงตัวได้เลย แม้จะไม่ได้ขยับศีรษะ (ต่างจาก ตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน ที่จะทรงตัวยากเฉพาะตอนเดินหรือเปลี่ยนท่า)
มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เกิดขึ้นเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือมีอาการหมดสติร่วมด้วย
การตรวจด้วยท่าทางเฉพาะทางกายภาพบำบัด (Dix-Hallpike Test)
หากคัดกรองแล้วไม่มีสัญญาณอันตรายทางสมอง นักกายภาพบำบัด จะใช้การทดสอบมาตรฐานที่เรียกว่า Dix-Hallpike Test หรือ Roll Test โดยการให้คนไข้นั่งบนเตียงตรวจแล้วทำการเปลี่ยนท่าทางศีรษะและลำตัวอย่างรวดเร็วไปยังองศาที่เฉพาะเจาะจง พร้อมกับคอยสังเกต ลักษณะการกระตุกของดวงตา (Nystagmus)
ข้อมูลนี้จะช่วยระบุได้อย่างแม่นยำว่า ตะกอนหินปูนเคลื่อน ไปอยู่ที่ท่อหูชั้นในข้างไหนและส่วนใด เพื่อให้สามารถวางแผนจัดท่ารักษาได้อย่างตรงจุด
ตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน รักษาอย่างไร โดยไม่ต้องใช้ยา
หลายคนคิดว่าอาการเวียนหัวบ้านหมุนต้องกินยาแก้เวียนหัวไปตลอด แต่ความจริงแล้วยาทำได้แค่บรรเทาอาการชั่วคราว
ปัจจุบันการรักษา โรคตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน ที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุดคือ การใช้เทคนิค Canalith repositioning procedures (CPRs) เทคนิคนี้คืออะไร? อธิบายง่ายๆ มันคือหัตถการที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัด จะช่วยขยับและจัดท่าทางศีรษะของคุณในองศาที่เฉพาะเจาะจง เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงนำทางให้ตะกอนหินปูนที่หลุดอยู่ ค่อยๆ กลิ้งกลับเข้าที่เดิมของมันอย่างปลอดภัย
รวมถึงให้ท่าการจัดตะกอนหินปูนในหูด้วยตนเองที่บ้าน ที่สามารถทำได้อย่างเฉพาะเจาะจงเเละปลอดถัย ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบการทรงท่า
รักษาตะกอนหินปูนในหูเเล้ว ทำอย่างไรไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ?
ข้อควรรู้คือ ผู้ที่เคยมีอาการจากตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน เมื่อรักษาจนหายดีแล้ว ไม่มีอาการเวียนหัวบ้านหมุนเเล้ว ยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก การดูแลตัวเองระยะยาวจึงสำคัญมาก
หลังรับการรักษาด้วยการจัดตะกอนหินปูนในหูเเล้ว นักกายภาพบำบัดจะแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง พร้อมทั้งช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายฝึกระบบการทรงตัว (Vestibular Rehabilitation) เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบประสาทหูชั้นใน ตัวอย่างการฝึกระบบการทรงตัว ได้แก่
1. ฝึกการจ้องมอง (Gaze Stability)
เป็นการฝึกขยับศีรษะไปมาพร้อมกับล็อกสายตาให้อยู่ที่วัตถุนิ่งๆ เพื่อช่วยให้สมองและดวงตาทำงานประสานกันได้ดี เวลาหันหัวเร็ ๆ ตาจะได้ไม่พร่ามัวหรือเวียนหัว
2. ฝึกการทรงตัว (Habituation & Balance)
เป็นการฝึกขยับศีรษะไปมาพร้อมกับล็อกสายตาให้อยู่ที่วัตถุนิ่งๆ เพื่อช่วยให้สมองและดวงตาทำงานประสานกันได้ดี เวลาหันหัวเร็วๆ ตาจะได้ไม่พร่ามัวหรือเวียนหัว
3. ฝึกลดความไวต่อท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน (Desensitization)
โดยการฝึกค่อยๆขยับในท่าทางที่เคยกระตุ้นให้เวียนหัวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สมองชินต่อการเคลื่อนไหวที่เคยมีปัญหา และเลิกกังวลต่อการเคลื่อนไหวดังกล่าว
ตัวอย่างการฝึกกลุ่มนี้จะช่วยพัฒนาระบบการทรงตัวในร่างกายของคุณให้กลับมาแม่นยำ เป็นปกติมากขึ้น ทำให้คุณกล้ากลับไปใช้ชีวิต ขยับตัวได้อย่างมั่นใจ ได้ทำกิจกรรมที่อยากทำ และที่สำคัญคือช่วยลดโอกาสที่ตะกอนหินปูนจะกลับมาหลุดซ้ำได้อย่างยั่งยืน
หากท่านมีอาการเวียนหัวบ้านหมุน หรือได้รับการวินิจฉัยว่ามีตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน สามารถปรึกษาเพื่อรับการตรวจเเละรักษาที่ กันยาคลินิกกายภาพบำบัด เราเปิดให้บริการ “คลินิกเวียนศีรษะบ้านหมุน”
โดยมีทีมนักกายภาพบำบัดวิชาชีพที่มีประสบการณ์ตรวจประเมินและทำหัตถการจัดตะกอนหินปูนในหู ด้วยความนุ่มนวล ปลอดภัย และแม่นยำ
สรุปสั้นๆ
อาการเวียนหัวบ้านหมุนบ่อยครั้งเกิดจากตะกอนหินปูนเล็กๆ ในหูชั้นในหลุดหลงทิศ ไปรบกวนระบบประสาททรงตัว
จุดสังเกตอาการของ ตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน คือ จะเวียนหัวหมุนรุนแรงตอนเปลี่ยนท่าทางศีรษะ (ก้ม-เงย-ตะแคง) และมักจะหมุนแรงอยู่แค่ไม่เกิน 1 นาที
วิธีรักษาโรคตะกอนหินปูนในหูเคลื่อน คือ กายภาพบำบัดใช้เทคนิคเฉพาะ (CPRs) เป็นการขยับศีรษะส่งหินปูนกลับเข้าที่เดิมได้ไว โดยไม่ต้องพึ่งยาเเก้เวียนหัวในระยะยาว
หลังหายอาการเวียนหัวบ้านหมนุเเล้ว ควรฝึกออกกำลังกายระบบทรงตัว เพื่อลดโอกาสที่หินปูนจะกลับมาหลุดซ้ำและส่งเสริมระบบการทรงตัวของร่างกายให้ดีขึ้น